ชีวิตที่แสนงดงามและทรงคุณค่า!ของแม่ชีไทยในพระพุทธศาสนา ตอนที่๔

คำสอนของคุณยายอาจารย์

การสร้างความดีในชีวิต

คุณยายอาจารย์ได้ทุ่มเทสั่งสอนอบรมศิษยานุศิษย์ของท่านด้วยความเมตตามาตลอดตั้งแต่สมัยที่ท่านยังอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ จนกระทั่งท่านได้มาสร้างวัดพระธรรมกายเมื่อปี ๒๕๑๓ หลักคำสอน ๒ เรื่องที่ท่านพร่ำสอนเน้นย้ำสม่ำเสมอ คือ ๑) นิสัยพื้นฐานที่ดี ๔ ประการ ประกอบด้วย ความสะอาด ระเบียบ สุภาพนุ่มนวล และการตรงต่อเวลา และ ๒) คุณธรรมพื้นฐาน ๓ ประการ คือ วินัย เคารพ และอดทน ด้วยหลักคำสอนทั้ง ๒ เรื่องนี้จะเป็นนิสัยและคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีพึงปฏิบัติเป็นกิจวัตรนิสัย และจะเป็นบันไดให้ทุกคนได้ปลูกฝังคุณงามความดีขั้นสูงได้สะดวกง่ายดาย หากทุกคนสามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดีในชีวิตประจำวันแล้ว จะเป็นเหตุให้บ่มเพาะคุณธรรม ศีลธรรม และบุญกุศลให้เจริญงอกงามตามลำดับต่อไป

คุณยายอาจารย์มักสอนลูกหลานอยู่เสมอว่า ให้เราตั้งจิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องครุ่นคิดเรื่องราวในอดีต เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้อีกแล้ว และไม่ต้องวิตกกังวลถึงอนาคตข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง ท่านสอนให้เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด รับผิดชอบหน้าที่การงานของตนเอง ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นเราได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเวลาปฏิบัติธรรม คุณยายอาจารย์จึงสามารถหยุดความคิดของท่านได้ ท่านสามารถปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ทำใจหยุดใจนิ่งสงบอยู่ภายในได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

บุญและบาป

          คุณยายอาจารย์เมตตาสั่งสอนว่า พวกเราทุกคนโชคดีได้เกิดในร่มเงาบวรพระพุทธศาสนา ดังนั้นพวกเราจึงควรสั่งสมบุญให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อกำจัดความทุกข์ทรมานจากสังสารวัฏ อาชีพการงานและความร่ำรวยไม่ใช่สิ่งสำคัญเพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ สิ่งที่เราได้รับในปัจจุบันก็คือผลกรรมจากอดีตที่เราได้ทำมา นับจากนี้ต่อไป เราสามารถกำหนดและสร้างชีวิตใหม่ที่เราต้องการได้ด้วยการทำแต่ความดีเท่านั้น สักวันหนึ่งทุกคนต้องตาย และเราไม่ทราบว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่เราจะนำติดตัวไปได้คือบุญเพียงอย่างเดียว ทุกครั้งที่เรานั่งหลับตาทำสมาธิเราก็ได้บุญทุกครั้ง เป็นการกำจัดบาปออกไปจากตัวเรา ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า การสั่งสมบุญเป็นประจำก็เหมือนหยดน้ำที่ละหยดสามารถทำให้เต็มตุ่มได้ แม้แต่ความเจ็บป่วยทางร่างกาย บุญจะช่วยให้เราบรรเทาเบาบางลง และพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ ดังนั้น เราควรสั่งสมบุญสม่ำเสมอเพื่อให้ใจเรายึดเกาะกับบุญกุศลตลอดเวลาเท่านั้น

คุณยายอาจารย์มักพูดเสมอว่า บุญคือผู้อยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานของเรา ทุกคนไม่สามารถหลีกหนีไปจากการกระทำของเราได้ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป เพราะทุกการกระทำของเราจะถูกบันทึกด้วยใจของเราที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง การไปวัดครั้งหนึ่งเราก็ได้บุญครั้งหนึ่งเป็นวิธีการสั่งสมบุญวิธีหนึ่งด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คุณยายอาจารย์ได้เมตตาแนะนำว่า เราควรทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ต้องการหวังสิ่งใดตอบแทน ไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นเขาจะคิดอย่างไร เมื่อบุญได้ช่องส่งผลจะดลบันดาลให้เราไปสู่สุคติและบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ชาวพุทธทุกคนต่างปรารถนา

เมื่อเราได้ทำความดีเพื่อตนเองแล้ว เราควรได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นด้วย หากเราทำได้เช่นนี้ เราจะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองว่าชีวิตของเรามีคุณค่ายิ่งนัก ทุกคืนก่อนเข้านอน คุณยายอาจารย์มักจะเตือนให้พวกเราได้ทบทวนตัวเองว่าในวันนี้เราได้ทำความดีอะไรบ้าง เราได้สั่งสมบุญกุศลมากน้อยเพียงใด การกระทำอะไรไม่ดีที่เราควรงดเว้น ไม่ควรปฏิบัติอีกต่อไป และเราต้องไม่นำสิ่งที่ไม่ดีนั้นมาครุ่นคิดข้ามคืน

 

สมาธิ

          คุณยายอาจารย์ให้ความเคารพในเรื่องสมาธิและธรรมะมากที่สุด ท่านบอกว่าการฝึกสมาธิคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา และการเข้าถึงธรรมะที่พึ่งภายในตนเป็นเป้าหมายอันสูงสุดในชีวิต ท่านสังเกตเห็นว่าแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะคนละด้าน สิ่งใดที่เราได้ลงมือกระทำขอให้เรามีความรักความเอาใจใส่ในสิ่งนั้น คุณยายรักเคารพสมาธิมาก ดังนั้น ประสบการณ์ธรรมะภายในของท่านจึงละเอียดลึกซึ้ง มีญาณทัศนะที่มีพลังกว้างไกลแม่นยำมากทำให้ท่านได้เข้าถึงญาณสมาบัติขั้นสูง คุณยายอาจารย์ไม่เพียงแต่ปฏิบัติธรรมทำสมาธิตลอดเวลาทุกขณะจิต แต่ท่านยังได้เน้นย้ำกับลูกศิษย์ของท่านด้วย หากทำได้เช่นนี้กิเลสอาสวะที่หมักหมมอยู่ในใจเราก็จะถูกกำจัดให้หมดไปเช่นกัน เมื่อเราปฏิบัติธรรมเป็นปกตินิสัย ใจเราก็จะดึงดูดแต่บุญกุศลและเรื่องดี ๆ มาสู่ตัวเราในที่สุด การฝึกสมาธิเป็นการฝึกจิตให้มีสติตั้งมั่นและสั่งสมบุญกุศลให้งอกงาม เปรียบเหมือนเราเอากำปั้นมือทุบดิน ทุกครั้งที่เราทุบลงไปยังพื้นดินก็ต้องถูกพื้นดินทุกครั้ง

คุณยายอาจารย์ท่านสอนว่าบุญอยู่ในตัวของเราเอง เมื่อใดที่เราสามารถหยุดใจให้นิ่งสงบได้ เมื่อนั้นเราก็จะเข้าถึงธรรมะภายในตัวเรา ถ้ายังเข้าไม่ถึงความสุขภายใน เราก็ยังไม่สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายในตัวเราได้ เมื่อใจเราหยุดนิ่งสงบสำรวม กาย วาใจ และใจของเราจะมีความบริสุทธิ์ มีพลานุภาพ เมื่อนั้นเราจะได้รับบุญกุศลมากที่สุด

ในที่สุด คุณยายอาจารย์ได้สรุปคำสอนของท่านว่า ท่านได้สั่งสมบุญปัญญาบารมีด้วยการนั่งสมาธิมาโดยตลอดนับตั้งแต่ภพชาติในอดีตเป็นต้นมา จนบุญกุศลมากเพียงพอที่ทำให้ท่านมีความรู้แจ้ง มีดวงปัญญาที่สว่างไสวทำให้ท่านสามารถสั่งสอนตัวท่านเองได้

การพัฒนาด้านจิตใจ คุณธรรม จริยธรรม

“ยืนบนขาตนเอง” หรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติของคุณยายอาจารย์ ท่านได้พร่ำบอกลูกศิษย์ของท่านว่าท่านไม่มีสมบัติใด ๆ นอกจากบุญกุศลที่ท่านได้สั่งสมมาตลอด คนเราใช้บุญในการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้เรามีความคิดที่ดี ได้ฝึกฝนอบรมและพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดี ทุกคนต้องทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาช่วยเราได้แม้แต่น้อย

คุณยายอาจารย์พูดว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้ว่าคุณยายอาจารย์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีปริญญาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านและคณะสามารถสร้างวัดพระธรรมกายที่มีขนาดใหญ่ได้เช่นนี้ เพราะมีเพียง “ความตั้งใจจริง” และความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้น ทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในชีวิตได้ ด้วยการลงมือปฏิบัติ ฝึกฝนและพัฒนาตนเอง

มีหลาย ๆ คนที่มาวัดเพื่อต้องการขวัญกำลังใจ ต้องการคำแนะนำช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกข์ใจจากปัญหานานาประการ คุณยายอาจารย์เตือนว่าก่อนอื่นนั้น เราต้องเข้าใจตัวเราเองให้ถ่องแท้เสียก่อน ต่อจากนั้นเราจึงจะเข้าใจคนอื่นได้ การที่เราจรดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายของเรา และยิ่งถ้าหากเราสามารถเข้าถึงสมาธิภายในได้ เมื่อเราพูดคุยแนะนำปลอบโยนเขาด้วยจิตที่เมตตา เราจะสามารถช่วยเหลือเขาได้เต็มที่และเขาก็จะได้รับความสุขสบายใจกลับบ้านไป

 

บทวิเคราะห์คำสอนคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ไม่ได้เรียนหนังสือจากระบบการศึกษาในโรงเรียน แต่ท่านได้รับความรู้จากการฝึกสมาธิ จนกระทั่งท่านเข้าถึงความสว่างคือดวงปัญญาภายในด้วยอำนาจของสมาธิปฏิบัติ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้รับปริญญา ๑๘ สาขาในขณะที่ท่านทรงเจริญวัย ๑๖ ชันษา หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสวงหาความรู้ภายใน ความเป็นไปของโลกและจักรวาลตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งได้เข้าถึงสันติสุขภายในและบรรลุสัจจธรรมของชีวิต ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่ความรู้และการศึกษาทางโลกได้สอนให้เรามีชีวิตอยู่ ทำมาหากินเลี้ยงชีพ ดูแลสุขภาพด้านร่างกายเท่านั้น แต่การศึกษาทางธรรมได้สอนให้เรามีสติ มีการพัฒนาด้านจิตใจและวิญญาณเพื่อสภาวะจิตที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งขึ้น พัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม ได้เรียนรู้เรื่องความจริงของชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอันยาวไกลนี้

 

แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ โดย ดร.เพชรรัตน์ โล้วิชากรติกุล

Facebook Comments