ชีวิตที่แสนงดงามและทรงคุณค่า!ของแม่ชีไทยในพระพุทธศาสนา ตอนที่๒

 

ตอนที่๒

การได้พบมหาปูชนียาจารย์

หลังจากที่คุณยายอาจารย์ได้เข้าถึงธรรมะภายใน ท่านตระหนักดีว่าธรรมะคือที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดในชีวิตของท่าน ในปี ๒๔๘๑ ท่านได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกบวชเป็นแม่ชีในพระพุทธศาสนาขณะที่มีอายุ ๒๙ ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดมทรงเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาสัจจธรรมในชีวิต คุณยายอาจารย์ได้ปลงผม สวมชุดสีขาว และรักษาศีล ๘ นับตั้งแต่นั้นมาจนตลอดอายุขัยของท่าน

เนื่องจากศาสนาพุทธแบบเถรวาทในประเทศไทยไม่มีภิกษุณี ดังนั้น การถือเพศออกบวชนุ่งขาวห่มขาวเป็นแม่ชีจึงถือเป็นเพศภาวะอันสูงสุดของอิสตรีในร่มเงาบวรพระพุทธศาสนา หลังจากนั้น คุณยายอาจารย์ทองสุกได้พาคุณยายอาจารย์เข้ากราบมหาปูชนียาจารย์ คือ พระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยปราศจากข้อกังขาและความสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้นหลวงปู่วัดปากน้ำได้รับคุณยายอาจารย์เป็นลูกศิษย์และให้ท่านเข้าไปศึกษาวิชชาธรรมกายขั้นสูงในโรงงานทำวิชชาทันที ซึ่งโดยปกติแล้วทุกคนที่เข้าไปศึกษาในโรงงานทำวิชชานั้นจะต้องผ่านการฝึกฝนธรรมะปฏิบัติจนเชี่ยวชาญมาระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น และทุกคนต้องผ่านการรับรองโดยหลวงปู่วัดปากน้ำ อย่างไรก็ตาม หลวงปู่วัดปากน้ำได้เอ่ยปากทักทายเมื่อยามพบกับคุณยายอาจารย์ในครั้งแรกด้วยสำนวนของท่านว่า “มึงมันมาช้าไป” ซึ่งในตอนนั้นคุณยายอาจารย์ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลวงปู่วัดปากน้ำจึงกล่าวเช่นนั้น

ด้วยคุณธรรมความอดทน ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเคารพในครูบาอาจารย์ คุณยายอาจารย์ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้กับการฝึกฝนธรรมะภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นต่อเนื่องในโรงงานทำวิชชาแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าคุณยายอาจารย์จะได้รับการทดสอบจากเพื่อนสหธรรมิกที่รู้สึกอิจฉาริษยา หรือแม้กระทั่งดูถูกดูแคลนคุณยายอาจารย์ ในทางตรงกันข้าม คุณยายอาจารย์กลับพร่ำสอนตนเองว่า คุณยายอาจารย์มาอยู่ที่วัดปากน้ำเพื่อมาศึกษาธรรมะวิชชาธรรมกาย ถ้าท่านเพียรทำความดี ความดีย่อมตอบสนองให้ท่านในไม่ช้า ในขณะที่ผู้อื่นก็ย่อมได้รับผลตามการกระทำของเขาเอง คุณยายอาจารย์จึงเป็นหนึ่งในคณะลูกศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ผู้ยึดหมั่นและปฏิบัติตามกฎระเบียบของหมู่คณะอย่างเคร่งครัดตลอดมา

ในโรงงานทำวิชชาจะมีผู้ที่สามารถปฏิบัติธรรมขั้นสูงเท่านั้น และคุณยายอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในทีมสมาชิกทำวิชชาธรรมกาย ทุก ๆ วันมีการศึกษาและปฏิบัติวิชชาธรรมกายตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยแบ่งออกเป็น ๔ ช่วงเวลา ช่วงละ ๖ ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพักระหว่างรอบ ซึ่งหมายความว่าทุกคนจะต้องปฏิบัติสมาธิช่วงกลางวัน ๖ ชั่วโมง และช่วงกลางคืนอีก ๖ ชั่วโมง สิ่งที่คุณยายอาจารย์ทำเป็นกิจวัตรคือ ท่านจะมาถึงโรงงานทำวิชชา ๓๐ นาทีก่อนเข้าปฏิบัติธรรม และอยู่ปฏิบัติธรรมต่ออีก ๓๐ นาทีหลังจากครบช่วงเวลาของท่าน ในระหว่างเวลาพักคุณยายอาจารย์ก็ไม่ละเว้นการปฏิบัติธรรม ท่านให้ความสำคัญกับสมาธิเป็นอันดับหนึ่ง ท่านจึงจรดใจนิ่งกับธรรมปฏิบัติของท่านตลอดเวลา โดยไม่ใส่ใจกับเรื่องไร้สาระรอบตัว ดังนั้น คุณยายอาจารย์จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมในรอบปฏิบัติธรรมทุกรอบของท่านที่เข้าโรงงานทำวิชชา คุณยายอาจารย์จึงเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ชั้นแนวหน้าของหลวงปู่วัดปากน้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงปู่วัดปากน้ำ ได้กล่าวชื่นชมต่อหน้าสาธารณชนว่า “ลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง ” เพราะว่าคุณยายอาจารย์สามารถเข้าถึงวิชชาธรรมกายอันละเอียดลึกซึ้ง มีญาณทัศนะแม่นยำ และปฏิบัติได้อย่างเชี่ยวชาญคล่องแคล่วยิ่งนัก

 

ในปี ๒๔๙๗ หลวงปู่วัดปากน้ำได้เรียกรวมศิษยานุศิษย์ทั้งหมดเพื่อให้ช่วยกันทำหน้าที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และท่านได้ประกาศอีกว่า ๕ ปีนับจากนี้ไป ท่านจะละสังขารจากกายหยาบของท่าน นอกจากนี้หลวงปู่วัดปากน้ำได้บอกให้คุณยายอาจารย์อยู่ประจำที่วัดปากน้ำจนกว่าจะได้พบกับผู้ที่จะมาสืบทอดวิชชาธรรมกาย และท่านจะได้สร้างวัดในพระพุทธศาสนาแห่งใหม่ หลังจากนั้นอีก ๕ ปี คำพยากรณ์ของพระมงคลเทพมุนีเป็นจริงทุกประการ หลวงปู่วัดปากน้ำได้มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒

การรอคอยและการพบกับศิษยานุศิษย์

คุณยายอาจารย์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของหลวงปู่วัดปากน้ำอย่างเคร่งครัดด้วยการสอนธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายและอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญจนกระทั่งวันหนึ่งในเดือนตุลาคม ๒๕๐๖ คุณยายอาจารย์ได้พบกับเด็กหนุ่มวัย ๑๙ ปีคนหนึ่งชื่อว่า นายไชยบูลย์ สุทธิผล (ปัจจุบันคือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย) ซึ่งมีความสนใจศึกษาธรรมปฏิบัติในพระพุทธศาสนา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบและกำลังจะเข้าศึกษาต่อทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ในเวลานั้น คุณยายอาจารย์มีอายุ ๕๔ ปี ท่านได้รับนายไชยบูลย์เป็นลูกศิษย์และได้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้จนกระทั่งนายไชยบูลย์ได้เข้าถึงธรรมะปฏิบัติขั้นสูง คุณยายอาจารย์จึงได้มอบหมายให้นายไชยบูลย์สอนธรรมปฏิบัติกับผู้อื่นต่อไป นายไชยบูลย์มีความซาบซึ้งในธรรมปฏิบัติและวิชชาธรรมกายยิ่งนัก ปรารถนาที่จะออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และไม่ประสงค์ที่จะศึกษาในทางโลกอีกต่อไป แต่คุณยายอาจารย์ผู้มองการณ์ไกลได้กล่าวเตือนนายไชยบูลย์ และส่งเสริมให้เล่าเรียนจนสำเร็จปริญญาตรีก่อนอุปสมบท ทั้งนี้เพื่อป้องกันคำครหาติเตียนในภายหลังที่อาจจะมองว่าไม่สามารถพึ่งพาตนเองในทางโลกได้ จึงมาบวชเพื่ออาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนา ดังนั้นนายไชยบูลย์จึงก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๒ ด้วยความบริสุทธิ์สง่างาม เนื่องด้วยวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งของคุณยายอาจารย์นั่นเอง

พระไชยบูลย์ ธัมมชโย

ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายไชยบูลย์ได้ชักชวนเพื่อน ๆ นักศึกษาไปศึกษาธรรมะปฏิบัติที่วัดปากน้ำ รวมทั้งนายเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ (ปัจจุบันคือ พระเผด็จ ทัตตชีโว) หนึ่งในคณะลูกศิษย์ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๓ พระภิกษุทั้ง ๒ รูปนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการสั่งสอนอบรมธรรมะวิชชาธรรมกาย ตลอดจนการขยายงานพระพุทธศาสนาไปทั่วโลกและช่วยให้โครงการต่าง ๆ ของคุณยายอาจารย์สำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ

พระเผด็จ ทัตตชีโว

หลังจากที่หลวงพ่อธัมมชโยได้อุปสมบทเรียบร้อยแล้ว คุณยายอาจารย์จึงเริ่มต้นที่จะหาผืนแผ่นดินเพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ปักหลักเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกตามที่ท่านได้รับคำสั่งสอนมาจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ในขณะนั้น คุณยายอาจารย์มีปัจจัยเพียงแค่ ๓,๒๐๐ บาทเท่านั้น ในวัย ๖๑ ปีของท่านซึ่งเป็นวัยของผู้เกษียณอายุแล้ว คุณยายอาจารย์กลับเริ่มต้นที่จะสร้างวัดเพื่อฝากไว้ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ท่านได้ถามนายเผด็จ (ขณะนั้นยังไม่ได้อุปสมบท) ว่า “เราต้องใช้เงินสักเท่าไหร่ในการที่จะสร้าง  คน ๆ หนึ่งให้เป็นคนดี” นายเผด็จตอบไปว่า “ถึงแม้เราจะทุ่มเงินไป ๑๐๐ ล้านบาท ก็ไม่แน่ใจว่าเราจะได้คนดีสักคนหนึ่งขึ้นมา” คุณยายอาจารย์จึงตอบว่า ตอนนี้ท่านมีเงินมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เพราะว่าท่านมีคนดีที่รักษาศีล ๕ เป็นปกติ ฝึกสมาธิทุกวัน มีเป้าหมายร่วมกัน และทุกคนต่างอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา ดังนั้นคุณยายอาจารย์จึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าท่านจะต้องสร้างวัดได้สำเร็จอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คุณยายอาจารย์ได้เมตตาเตือนสติทีมงานทุกคนว่า ในการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยกันสร้างวัดว่า “เราอาจจะมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องตรงกัน แต่ทุกคนต้องไม่โกรธเคืองกัน”

ในที่สุด วัดพระธรรมกายได้ปฐมฤกษ์เปิดเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา โดยตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ได้รับบริจาคที่ดินจากคุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี (ประหยัด สุนทรเวช) เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของท่าน รวมพื้นที่ทั้งหมด ๑๙๖ ไร่ ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นเพราะคุณยายอาจารย์มีปัจจัยไม่เพียงพอที่จะซื้อที่ดินผืนนี้ได้เลย แต่ด้วยอานุภาพแห่งบุญ ความเชื่อมั่น การมองโลกในแง่ดีของคุณยายอาจารย์ และพลังแห่งความสามัคคีที่ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันจึงดลบันดาลความสำเร็จให้บังเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์

คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี (นั่งซ้ายมือ)

วาระสุดท้ายแห่งชีวิต

โบสถ์วัดพระธรรมกายสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ๒๕๒๕ ด้วยพลังศรัทธา พลังปัจจัย และความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของสาธุชนนับตั้งแต่เด็กตัวน้อย ๆ วัยรุ่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ใหญ่วัยทำงาน จนกระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่ได้ทุ่มเทเสียสละแรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์อย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับศิลปะและประติมากรรมไทยแบบดั้งเดิมแล้ว โบสถ์วัดพระธรรมกายถือว่ามีรูปทรงที่ทันสมัย คลาสสิค เรียบง่าย แตกต่างไปจากรูปแบบดั้งเดิมของโบสถ์ อื่น ๆ ในประเทศไทย แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่พึงมีของอุโบสถไว้ได้ครบถ้วน ด้วยมีวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างศาสนสถานทุกแห่งของวัดพระธรรมกายอย่างชัดเจนว่า “ประหยัดสุด ประโยชน์สูง” เพราะไม่ต้องการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ดังนั้นสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในวัดพระธรรมกายจึงมีลักษณะที่แข็งแรง ทนทาน ถาวร สง่างาม และเรียบง่าย เมื่อทางวัดได้รับบริจาคปัจจัยเพื่อการก่อสร้างในโครงการต่าง ๆ มาจากญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย วัดจะรีบดำเนินการก่อสร้างโดยเร็วพลันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอันสูงสุดตามเจตนารมย์ของผู้บริจาค ด้วยปรัชญาแนวคิดและหลักในการทำงาน การบริหารโครงการและปัจจัยดังนี้ ทำให้คุณยายอาจารย์พร้อมด้วยทีมงานสามารถสร้างวัดพระธรรมกายให้เป็นวัดหนึ่งในพระพุทธศาสนาได้สำเร็จด้วยดีในเวลาอันรวดเร็ว

โบสถ์วัดพระธรรมกาย

เป้าหมายหลักของวัดพระธรรมกาย คือ ๑) เพื่อสร้างคนให้เป็นคนดี ๒) เพื่อสร้างพระให้เป็นพระที่ดี และ ๓) เพื่อสร้างวัดให้เป็นวัดที่ดี พระภิกษุสงฆ์มีหน้าที่เทศน์สอนธรรมะและฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมให้กับสาธุชน จากจุดเริ่มต้นที่มีสาธุชนมาวัดเพียงหลักร้อยได้เติบโตขยับมาเป็นหลักหลายแสนคน ดังนั้น ทางวัดพระธรรมกายจึงได้ขยายพื้นที่มาเป็น ๒,๐๐๐ ไร่ในปี ๒๕๒๘ พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ ธัมมชโย – สมณศักดิ์ในขณะนั้น) ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ท่านจำเป็นต้องขยายพื้นที่เนื่องจากมีสาธุชนสนใจมาปฏิบัติธรรมและฟังพระธรรมเทศนาที่วัดเป็นจำนวนมาก พื้นที่เดิมของวัดมีไม่เพียงพอกับจำนวนสาธุชน และนี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านจึงต้องเป็นคนที่คิดใหญ่ทำใหญ่และทำให้ดีที่สุดเท่าที่ท่านสามารถจะทำได้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับสาธุชนผู้มีศรัทธาใฝ่ศึกษาเรียนรู้ธรรมะ

อาคารปฏิบัติธรรมหลังแรกชื่อว่า “จาตุมหาราชิกา” สามารถรองรับสาธุชนจำนวน ๕๐๐ คน เริ่มใช้ในปี ๒๕๒๓ หลังจากนั้นเพียง ๕ ปี ในปี ๒๕๒๘ ศาลาปฏิบัติธรรม “สภาจาก” ซึ่งสร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ คือ “ใบจาก” เป็นอาคารปฏิบัติธรรมเฉพาะกิจ สร้างขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเพื่อการใช้งานชั่วคราวและสามารถรองรับสาธุชนผู้สนใจมาปฏิบัติธรรมจำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ คน ถึงกระนั้นก็ตาม “สภาจาก” ก็ไม่สามารถรองรับศรัทธาของสาธุชนที่หลั่งไหลมาปฏิบัติธรรมอย่างท่วมท้นต่อเนื่อง จนในที่สุด “สภาธรรมกายสากล” จึงได้สร้างขึ้นมาในปี ๒๕๔๐ สำหรับรองรับสาธุชนจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน ถึงแม้ว่าการก่อสร้าง “สภาธรรมกายสากล” ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก แต่ในส่วนโครงสร้างมีความแข็งแรงมั่นคงถาวร ทางวัดก็ได้เริ่มใช้ “สภาธรรมกายสากล” นับตั้งแต่นั้นมาในงานบุญพิธีประจำเดือน และกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ศาลาจาตุมหาราชิกา
สภาจาก
สภาธรรมกายสากล

มหาธรรมกายเจดีย์ นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งแล้วยังเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธทั่วโลกอีกด้วย เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปงดงามสีทองเหลืองอร่าม จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ องค์ โดยแบ่งออกเป็นพระธรรมกาย ซึ่งมีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน ๓๒ ประการ โดยประดิษฐานบนยอดโดมมหาธรรมกายเจดีย์ ๗๐๐,๐๐๐ องค์ และประดิษฐานภายในโดมอีก ๓๐๐,๐๐๐ องค์ พระมหาธรรมกายเจดีย์นี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้มีสามารถดำรงอยู่ได้นานถึง ๑,๐๐๐ ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้มหาชนในรุ่นต่อไปได้มาศึกษาสัจจธรรมในพระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรมตามแนว “วิชชาธรรมกาย” มหาธรรมกายเจดีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๕๔๓ และสามารถรองรับสาธุชนได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ทางวัดได้จัดให้มีพิธีเฉลิมฉลององค์พระมหาธรรมกายเจดีย์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๓ ขณะที่คุณยายอาจารย์มีอายุ ๙๑ ปี ซึ่งเป็นการรวมคณะพระสังฆาธิการนับแสนจากทั่วทุกมุมโลก ท่านได้เมตตาเดินทางมาเป็นเนื้อนาบุญให้เหล่าสาธุชนได้ทำบุญตักบาตร ถวายมหาสังฆทาน อาราธนาศีล และเจริญสมาธิภาวนาด้วยอาการสงบสำรวมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มหาธรรมกายเจดีย์ได้กลายเป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นแหล่งเนื้อนาบุญที่ชาวพุทธได้หลั่งไหลเดินทางมาสั่งสมบุญอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบันนี้ สาธุชนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนได้มาร่วมพิธีงานบุญสำคัญในพระพุทธศาสนา ณ บริเวณมหาธรรมกายเจดีย์นี้ ไม่เพียงแต่สาธุชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีศาสนิกต่าง ๆ จากทั่วโลก ทุกเพศทุกวัยได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันอย่างสงบสุข ดังมโนปณิธานของวัดพระธรรมกายที่กล่าวไว้ว่า “สันติภาพโลกเกิดจากสันติสุขภายใน” วัดพระธรรมกายจึงเปิดกว้างและต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก ผู้แสวงหา “สันติสุข” ภายในใจตน และมาช่วยกันสร้าง “สันติภาพที่แท้จริง” ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

มหาธรรมกายเจดีย์

 

คุณยายอาจารย์ได้ละสังขารเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๓ รวมสิริอายุขัย ๙๑ ปี มรดกธรรมที่ท่านได้ถ่ายทอดอบรมให้ลูกหลานท่านด้วยความเมตตาทั้งคำสอน ธรรมะปฏิบัติ และสมาธิ สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ในจิตใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ของท่านตลอดเวลา ชีวิตของคุณยายอาจารย์ช่างบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากมลทินใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่รักการฝึกฝนอบรมตนเอง และต้องการพัฒนายกระดับจิตใจของตนเองให้สูงส่งยิ่งขึ้นไป ไม่สำคัญว่าใครจะมีการศึกษาระดับใด มีความรู้ทางโลกมากมายเพียงไหน แต่ทว่าความรู้ที่แท้จริง คือ ดวงปัญญาภายใน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของการเกิดมาเป็นมนุษย์ พิธีสลายร่างคุณยายอาจารย์ได้จัดให้มีขึ้นในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ มีพระภิกษุสงฆ์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป จาก ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศไทยรวมทั้งพระมหาเถรานุเถระกว่า ๒๐ ประเทศเดินทางมาร่วมงาน และสาธุชนเรือนแสนจากทั่วโลกได้มาร่วมแสดงความอาลัย แสดงความเคารพรักที่มีต่อคุณยายอาจารย์อย่างสุดซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย

พิธีสลายร่างคุณยายอาจารย์

 

แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ โดย ดร.เพชรรัตน์ โล้วิชากรติกุล

Facebook Comments