ตำนานโบราณ”กระต่ายในดวงจันทร์ “

ท้าวสักกะรู้สึกซาบซึ้ง จึงตรัสกับกระต่ายโพธิสัตว์“ท่านบัณฑิต ท่านเป็นผู้สูงส่งด้วยคุณธรรม ขอให้คุณธรรมของท่าน จงปรากฏอยู่ตลอดกาลนานเถิด” จากนั้นพระองค์ทรงนำภูเขามาจารึกรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสร้างความดีของกระต่ายโพธิสัตว์ http://winne.ws/n21591

กระต่ายน้อยในดวงจันทร์

“การสร้างบารมี” เป็นงานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ดำเนินตามรอยบาทพระบรมศาสดา มุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง คือ ที่สุดแห่งธรรม หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสอาสวะ การทำใจให้หยุดนิ่ง คือวิธีที่จะเอาชนะกิเลสอาสวะ และยังเป็นทางมาแห่งมหากุศล หากนำใจหยุดนิ่งให้ใจใส สะอาดบริสุทธิ์ บุญกุศลย่อมจะบังเกิดขึ้นอย่างมหาศาล และจะเป็นเหตุให้เราได้บรรลุงานที่แท้จริงของชีวิต คือ งานขจัดกิเลสอาสวะ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ว่า

 “อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ

อคฺคํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตฺติ สุขํ พลํ

 “เมื่อให้ทานอันเลิศ บุญอันเลิศย่อมเจริญ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุข และกำลังอันเลิศก็เจริญ”

สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงจะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข การให้เป็นวัฒนธรรมของคนดี เป็นประเพณีของพระอริยเจ้า เป็นก้าวแรกของการสร้างบารมีไปสู่อายตนนิพพาน บุคคลผู้ให้ทานย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ เกียรติคุณอันดีงามย่อมฟุ้งขจรไปทั่ว จะเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวาทั้งหลาย  ดังนั้น การให้จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสันติสุขขึ้นในโลกอีกวิธีหนึ่ง

 บัณฑิตทั้งหลายเมื่อจะให้ทาน ท่านจะให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยความศรัทธา ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ ให้ตามกาลอันควร โดยไม่กระทบตน และผู้อื่นจะเลือกให้แต่ของที่ดีเลิศ เพราะผู้ให้ของประณีตย่อมได้ของประณีต ให้ของดีย่อมได้ของดี ให้ของชอบใจย่อมได้รับของชอบใจ ให้ของเลิศย่อมได้รับของเลิศ ไม่ว่าจะเกิดในที่ใดย่อมเป็นผู้เข้าถึงฐานะอันประเสริฐ จะมีความสุขความบันเทิงใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่พระองค์ยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ไม่ว่าจะบังเกิดเป็นอะไรก็ตาม ท่านจะไม่เคยขาดการสร้างทานบารมี แม้ในพระชาติที่ถือกำเนิดเป็นกระต่าย ครั้งนั้นมีนาก สุนัขจิ้งจอก และลิงเป็นเพื่อนกัน กระต่ายโพธิสัตว์จะคอยตักเตือนพร่ำสอนเพื่อนทั้งสาม ให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี วันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ พระมหาสัตว์จึงชวนสหายทั้งสามให้รักษาอุโบสถศีล และตระเตรียมอาหารเพื่อถวายทานแก่ทักขิไณยบุคคล

สัตว์เหล่านั้นเชื่อฟังกระต่ายโพธิสัตว์ ในเวลาเช้าตรู่ นากจึงไปยังฝั่งแม่น้ำเพื่อหาอาหาร ได้ปลาตะเพียนที่คนนำมาฝังหมกทรายไว้  ส่วนสุนัขจิ้งจอกก็เที่ยวหาอาหาร ได้เนื้อมา ๒ ชิ้น แม้ลิงก็ออกไปแสวงหาผลไม้ในป่า ได้มาแล้วก็เตรียมไว้ทำทาน ฝ่ายกระต่ายโพธิสัตว์คิดว่า เราเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยหญ้า เราไม่อาจให้หญ้าเป็นทานแก่ทักขิไณยบุคคลได้ หากวันนี้มีเนื้อนาบุญมายังที่อยู่ของเรา เราจะยอมสละชีวิต โดยให้เนื้อของเราเป็นทาน

เมื่อกระต่ายกระต่ายโพธิสัตว์คิดเช่นนี้ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์ก็ร้อนขึ้นมา พระอินทร์ทรงตรวจดู รู้ถึงความคิดของกระต่าย จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ จะมาทดสอบดูว่า สัตว์เหล่านั้นจะทำได้อย่างที่คิดไว้หรือไม่ ตอนแรก ได้ไปที่อยู่ของนาก โดยยืนสงบนิ่งอยู่  เมื่อนากถามความประสงค์ว่าต้องการอะไร  พราหมณ์ตอบว่า อยากจะได้อาหารสักมื้อหนึ่ง แล้วจะรักษาอุโบสถศีล และบำเพ็ญภาวนา นากมีใจเลื่อมใสจึงให้ปลาตะเพียนแก่พราหมณ์นั้น

พราหมณ์ขอบใจ และบอกว่าจะมารับในภายหลัง จากนั้นได้เดินทางไปหาสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกเห็นก็ดีใจ และได้ให้เนื้อ ๒ ชิ้นเป็นทาน พราหมณ์บอกว่าจะมารับในภายหลัง และได้เดินทางไปหาลิง ลิงได้ให้ผลไม้ และน้ำดื่มแก่พราหมณ์ พราหมณ์บอกจะมารับในภายหลัง  จากนั้นได้ไปหากระต่ายโพธิสัตว์

กระต่ายพระโพธิสัตว์เห็นพราหมณ์ก็มีความยินดีปรีดาว่า “ความดำริของเราจะสมปรารถนาในวันนี้ เราจะให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ยากจะให้ได้”  จึงบอกให้พราหมณ์ไปหาไม้มาก่อไฟ ตนจะสละชีวิตให้เป็นทาน พราหมณ์เห็นความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นของกระต่ายโพธิสัตว์ เกิดจิตเลื่อมใส พลางนำไม้มากองทำเป็นฟืน และก่อไฟขึ้น

กระต่ายพระโพธิสัตว์สลัดตัว เพื่อให้สัตว์ที่ติดอยู่ตามขนหลุดออกไป เพื่อชำระศีลให้บริสุทธิ์ และกระโดดลงไปในกองไฟทันที โดยไม่กลัวความตาย แต่ไฟนั้นกลับมีความฉ่ำเย็นเหมือนกระโดดลงไปในสระน้ำ ไม่ได้ทำอันตรายกระต่ายพระโพธิสัตว์ แม้เพียงปลายเส้นขนก็ไม่ไหม้ไฟแต่อย่างใด

พระโพธิสัตว์ประหลาดใจ ที่กองเพลิงไม่เผาร่างกายของตน จึงถามพราหมณ์ว่า “ทำไมไฟนี้จึงไม่ร้อน” พราหมณ์บอกว่า “ท่านพญากระต่าย ข้าพเจ้าไม่ใช่พราหมณ์ แต่เป็นท้าวสักกะ มาที่นี่เพื่อจะทดลองใจท่าน” กระต่ายพระโพธิสัตว์จึงได้บันลือสีหนาทว่า “ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ถึงแม้ชาวสวรรค์หรือชาวโลกทั้งหมด จะมาทดลองข้าพเจ้าด้วยการห้ามให้ทาน ข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความตั้งใจในการให้ทาน จะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิต เพื่อให้ใจที่พร่องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์”

ท้าวสักกะเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง จึงตรัสกับพระมหาสัตว์ว่า “ท่านบัณฑิต ท่านเป็นผู้สูงส่งด้วยคุณธรรม ขอให้คุณธรรมของท่าน จงปรากฏอยู่ตลอดกาลนานเถิด”

จากนั้นพระองค์ทรงนำภูเขามาจารึกรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสร้างความดีของกระต่ายโพธิสัตว์ และเป็นสัญลักษณ์เพื่อเตือนใจให้ชาวโลกอย่าได้ละเลยการให้ทาน  เมื่อเห็นครั้งใดจะได้เร่งขวนขวาย ในการสร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มที่ ดุจเดียวกับพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน

เพราะฉะนั้น นักสร้างบารมีอย่าได้หยุดยั้งในการสร้างมหาทานบารมี  แม้พระโพธิสัตว์ของเราจะบังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ท่านเห็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในการสร้างบุญสร้างบารมี ไม่ว่าท่านจะเกิดในสภาวะใดก็ตาม ท่านจะสร้างบุญบารมีตลอดเวลา โดยไม่เคยเบื่อหน่ายหรือท้อแท้ แม้จะต้องสละอวัยวะ เลือดเนื้อหรือชีวิตท่านก็สามารถสละได้ เพื่อการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พวกเราทุกคนก็เช่นเดียวกันต้องเป็นผู้เสียสละ อย่าได้ตระหนี่ ให้หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้เต็มที่ ทำไปจนกว่าเราจะบรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิต คือ พระนิพพาน

การที่จะไปพระนิพพานได้นั้น เราจะต้องมีบุญบารมีมากพอ ทานกุศลที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงในการเดินทางไปสู่พระนิพพาน ทำให้เราได้รับความสะดวกสบาย ตลอดเส้นทางการสร้างบารมี เพราะทานกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ที่จะไม่ให้ผลนั้นเป็นไม่มี ทานที่เราได้ให้แก่สัตว์เดรัจฉานมื้อหนึ่งยังมีอานิสงส์ไปถึง ๑๐๐ ชาติ คือ เมื่อเราเวียนว่ายตายเกิดตลอด ๑๐๐ ชาติ เราจะไม่รู้จักคำว่าอดอยากยากจน จะมีแต่ความสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติ

แม้เราทำบุญกับคนที่ทุศีล ให้ข้าวกินอิ่มมื้อหนึ่ง ยังส่งผลดีไปถึง ๑,๐๐๐ ชาติ และถ้ายิ่งทำบุญกับผู้มีศีล คือ ตั้งแต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ บุญก็มากขึ้นไปตามลำดับ ถ้าอยากจะได้บุญยิ่งขึ้น ต้องทำให้ถูกเนื้อนาบุญ ถูกทักขิไณยบุคคล คือ ทำบุญกับผู้ที่เข้าถึงไตรสรณคมน์ ได้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัตนะทั้งสาม อย่างนี้จึงจะมีอานิสงส์มากเป็นอสงไขยอัปปมานัง

Cr. http://buddha.dmc.tv/ธรรมะเพื่อประชาชน/กระต่ายน้อยในดวงจันทร์.html

ขอบคุณภาพจาก www.google.co.th

Facebook Comments