คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเราต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ?? และการฝึกฝนเหล่านี้ส่งผลต่อสมองของเราอย่างไร ???

เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจและดูมีความหวังที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คืองานวิจัยเรื่องสมองกับการทำสมาธิ มาดูกันคร่าวๆ เรื่องสมาธิ เริ่มจาก อารมณ์ด้านบวก และด้านลบจะส่งผลต่อสมองแตกต่างกัน เมื่อเรามีความสุข สนุก มีชิวิตชีวา สมองส่วน “พรีฟรอนทอล คอร์เท็กซ์” ด้านซ้ายจะทำงานมากกว่าด้านขวา

แต่เมื่อเรารู้สึกหดหู่, กังวล รวมทั้งคนที่เป็นโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง พรีฟรอนทอล คอร์เท็กซ์ ด้านขวาจะทำงานมากกว่า พรีฟรอนทอล คอร์เท็กซ์ คือสมองส่วนที่เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของมนุษย์

mindful

ในการวิจัยการทำสมาธิของลามะทิเบต ได้พบว่า พรีฟรอนทอล คอร์เท็กซ์ ด้านซ้ายของพระลามะ จะทำงานมากกว่าด้านขวาอย่างชัดเจน และมีอัตราส่วนที่ทิ้งห่างจากกลุ่มตัวอย่างอีก 175 ราย ที่นำมาเปรียบเทียบอย่างไม่เห็นฝุ่น

นักวิจัยก็สงสัยว่า “ลามะ” ท่านอาจบังเอิญเกิดมามีความสุขกว่าคนอื่นๆ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว จากนั้นจึงไปบวชและหัดทำสมาธิ หรือว่าการฝึกสมาธินับหมื่นๆ ชั่วโมง ทำให้สมองของท่านเปลี่ยนมาทำงานให้โหมดแห่งความสุข

คณะนักวิจัยจึงทำการทดลองใหม่ โดยสุุ่มตัวอย่างจากมาตรฐานอย่างเคร่งครัดเขาใช้พนักงานไบโอเทค ที่ไม่เคยฝึกสมาธิเลย ทำนวน 41 คน ถึงไม่เคยฝึก แต่ทุกคนก็ฝึกได้ และสุ่มเลือกกลุ่มหนึ่งไปฝึกสติกับ จอร์น คาบัต ซิน ส่วนพวกที่เหลือให้รออยู่เฉยๆ

เมื่อกลุ่มที่ไปฝึกกลับมา ก็ลงมือวัดค่าการทำงานของสมอง เขาพบว่า การฝึกสติเป็นเวลา 4 เดือน ทำให้การทำงานของสมองทั้งสองฝั่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ โดยสมองด้านซ้าย จะทำงานมากกว่าด้านขวาอย่างชัดเจนซึ่งหมายถึงการมีอารมณ์ด้านบวกมากขึ้น

การค้นพบนี้ทำให้เกิดความหวังอย่างมาก เพราะอะไร??

ในทางจิตวิทยามีคำเรียกว่า happiness set point ซึ่งงานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่าต่างก็ยืนยันคล้ายๆ กับที่คุณเกิดมา ก็มีน้ำหนักตัว ที่เป็นธรรมดาตัวของคุณเอง ทำยังไงก็ไม่อ้วนไม่ผอมไปกว่านี้มากนัก

ทำนองเดียวกัน คุณก็มีปริมาณความสุขที่เป็นธรรมชาติประจำตัวของคุณอยู่ ไม่ว่าจะอย่างไร คุณก็จะรุ้สึกมีความสุข ไม่มากน้อยไปกว่านี้เท่าไรนัก

สมมติคุณถูกลอตเตอรี่ ความสุขจะเพิ่มขึ้นวูบหนึ่ง ไชโย ต่อไปนี้เราจะมีความสุขซะที แต่แล้วเพียงหนึ่งปีถัดมา ปริมาณความสุขของคุณก็จะตกกลับมาอยู่ที่ระดับเดิม

ถ้าคุณประสบอุบัติเหตุจนเป็นอัมพาตครึ่งตัว กราฟความสุขของคุณตกวูบ แต่ภายในปีเดียว ปริมาณความสุข ก็จะกลับมาใกล้เคียงกับฐานเดิมอีก

เมื่ออ่านเรื่องนี้เครัี้งแรกฉันแทบช็อค มันน่าแปลกใจมาก แต่ทีมวิจัยก็ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก และยีนยันผลเช่นเดิม!!

นี่เป็นข่าวดีมากๆ ถ้าคุณเกิดมาเป็นคนที่มีสความสุขโดยธรรมชาติ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การหย่าร้าง, ตกงาน แค่แป๊บเดียว คุณจะเด้งกลับมาใหม่ เหมือนตุ๊กตาล้มลุก

แต่นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ของฉัน ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่เกิดมามีความสุขโดยธรรมชาติ ดังนั้นถึงเขาจะทำงานหนัก หาเงินได้มาก จนซื้อบ้านที่ฮาวายได้ ถูกลอตเตอรี่ หรือได้คู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

แต่ทั้งหมดนี้ไม่อาจเปลี่ยนระดับความสุขที่ติดตัวเขามาแต่เกิดได้ ที่งานวิจัยนี้กลายเป็นความหวังสำคัญ ก็เพราะมันบอกว่า ถึงเหตุการณ์ภายนอก เช่น ถูกลอตเตอรี่ ไม่อาจส่งผลต่อระดับความสุขของเรามากนัก

แต่การเปลี่ยนแปลงภายใน สามารถเปลี่ยนระดับความสุขของเราได้ นั่นคือการ “ฝึกฝน” ความคิด จิตใจ รวมทั้งร่างกาย จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนเรา

ริชาร์ด เดวิดสัน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ความสุขเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ เพราะโครงสร้างสมอง ของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้”

เขาพูดถึงเรื่อง ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)การทำสิ่งใดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้สมองของเราเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้น นึกอะไรออกมั้ย นี่คือสิ่งที่พระบอกเราว่า การฝึกฝนจะทำให้เราแข็งแกร่ง ทุกๆ การฝึก, ทุกๆ วินาที ล้วนสำคัญ ล้วนส่งผล

สาวจากฮาร์วาร์ด ซารา ลาซาร์ เป็นเจ้าของงานวิจัยคุณบุกเบิก ที่เยี่ยมยอดมากชิ้นนี้ เธอพบว่าบรรดาคนที่ฝึกสมาธิ สมองส่วนที่เกี่ยวกับสมาธิ, ความฉลาดทางอารมณ์ , ความเมตตา สมองบริเวณที่ทำหน้าที่เหล่านี้ จะมีขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้น เรียกว่า Cortical thickening ซึ่งสัมพันธ์กับการฝึกฝน เราฝึกฝนอะไร สิ่งนั้นก็จะแข็งแรงขึ้น!!

ฉันชอบจินตนาการว่าเรามีถนนซูเปอร์ไฮเวย์ของนิสัยต่างๆ อยู่ในสมอง เป็นช่องทางสะดวกในสมอง อันเกิดจากนัสัยต่างๆ ที่เราทำเป็นประจำ

การฝึกสมาธิก็เหมือนการค่อยๆ สร้างถนนอาจะเป็นถนนเล็กๆ ในชนบท เราค่อยๆ ถางพุ่มไม้ที่ขวางทางออกไป เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ ที่กระแสประสาทเดินทางได้สะดวก

เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความเมตรา อดทน และอยู่กับปัจจุบันขณะ แทนที่จะเร่งรีบไปตามซูเปอร์ไฮเวย์ ของความเคยชินเดิมๆ

เราค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ค่อยๆ บุกเบิก เส้นทางใหม่ทีละน้อย และทุกครั้งที่เราทำเช่นนี้ เราค่อยๆ ทำให้สร้างทางสายใหม่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนกระทั่งเส้นทางนี้ กลายเป็นเส้นทางหลักของเราไปในที่สุด

เปลี่ยนสมองด้วยการฝึกสติ

นี่คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเราต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิ ซ้ำแล้วซ้ำอีก และการฝึกฝนเหล่านี้ส่งผลต่อสมองของเราอย่างไร

Posted by นักเดินทางด้านใน on Thursday, November 30, 2017

“The Science fo a Meaningful Life” สติ-สมาธิ กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง ผศ.ดร. ชูนา แชพิโร มหาวิทยาลัย ซานตา ครารา, สหรัฐฯ

ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ถึงการเจริญสติ การภาวนา พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ และวิทยาศาสตร์ กำลังค่อยๆศึกษาถึงแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส..

ขอขอบคุณที่มา นักเดินทางภายใน

Facebook Comments