เคล็ดลับ!! ทำเงิน 50,000 ในกระเป๋าให้งอกเงยกลายเป็นเงินแสนเงินล้าน!!

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี จะฝากประจำ ซื้อกองทุน หรือเล่นหุ้นดี เยอะแยะไปหมด เลือกไม่ถูก ถ้าไม่รู้ว่ามีเงิน 5 หมื่นจะเอาไปลงทุนอะไรดี ลองมาอ่านบทความนี้ดูก่อน ไม่แน่ คุณอาจจะได้คำตอบก็ได้ ลองดูครับ

มีเงิน 50,000 บาท ลงทุนอะไรดี เป็นคำถามยอดฮิตของคนรุ่นใหม่มักจะถามกัน เพราะใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดี มีเงินทองใช้คล่องไม่ขาดมือ และอยากประสบความสำเร็จในชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงใฝ่ฝันจะจับเงินล้านให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็มีการวางแผนการเงินที่แตกต่างกันออกไปตามทุนทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่

ทุกคนที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาไม่มีใครอยากลงทุนไปแล้วขาดทุนครับ แต่แน่นอนครับว่าในทุก ๆ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ใช่ว่าเราลงทุน 50,000 บาท จะได้กลับมาเท่าเดิมเสมอไป หรือจะให้ได้กำไรปุ๊บปั๊บเลยก็อาจจะไม่ใช่ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและความอดทนทั้งนั้น

ดังนั้นวันนี้จะมาแนะนำทางเลือกในการลงทุนโดยเริ่มต้นต่อยอดจากเงิน 50,000 บาท ซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าแนวทางที่นำมาเสนอเป็นเพียงทางเลือกประกอบการตัดสินใจเท่านั้น และไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จในทุก ๆ การลงทุนนะครับ ดังนั้นหากใครที่กลัวว่าลงทุนไปแล้วจะขาดทุน ไม่คุ้มทุน ก็ขอให้ศึกษารายละเอียดของการลงทุนให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ เราจะไปเริ่มจากวิธีการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยไปหาความเสี่ยงมากเพื่อความสะดวกในการตัดสินใจนะครับ ไปดูกันได้เลย

1. ลงทุนในเงินฝากประจำ

การฝากเงินกับธนาคาร เป็นการลงทุนที่แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย คือ ฝาก 50,000 รับรองได้ว่าได้รับเงินต้นกลับมา 50,000 แน่ ๆ แถมได้ดอกเบี้ยด้วย แต่การฝากเงินในปัจจุบันมักไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะให้ผลตอบแทนน้อยและใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล (ดอกเบี้ย)

แต่สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นการลงทุนในเงินฝาก เราก็ขอแนะนำเป็นการ “ฝากประจำ” จะดีกว่าครับ เพราะให้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ ซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบทั้งแบบฝากประจำปลอดภาษี ที่ต้องฝากเท่ากันทุก ๆ เดือน และแบบฝากประจำธรรมดาที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 3 6 12 24 48 60 เดือน ให้เลือก โดยข้อดีของการฝากเงินคือ ไม่มีความเสี่ยง เพราะผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของธนาคาร และได้ดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอน

2. ลงทุนในสลากออมสิน

สลากออมสิน เป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงิน ซึ่งจะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการฝากเงินแบบฝากประจำ เน้นฝากระยะยาว เป็นเงินเย็น ซึ่งจะแตกต่างจากเงินฝากทั่วไปตรงที่ผู้ฝากจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลในทุก ๆ เดือนคล้ายกับการออกรางวัลลอตเตอรี่ นอกจากนี้ผู้ฝากยังจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารออมสินเป็นผู้กำหนด และเมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย

ตัวอย่างเช่น ซื้อสลากออมสินพิเศษอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท อัตราดอกเบี้ย (ณ เดือนมีนาคม 2560) คือ..

เงินรางวัล

ผลตอบแทนขั้นต่ำ

ดังนั้นหากมีเงิน 50,000 บาท นำไปซื้อสลากออมสิน 3 ปี หน่วยละ 50 บาท จะได้ทั้งสิ้น 1,000 หน่วย หากฝากครบ 3 ปี จะได้ดอกเบี้ย 750 บาท ดังนั้นผลตอบแทนที่จะได้รับหลังฝากครบ 3 ปีจะเท่ากับ 50,000+750 = 50,750 บาท ซึ่งอาจดูเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่อย่าลืมว่าเรายังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอื่น ๆ อีก 36 งวดด้วย

3. ลงทุนในสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส.

สลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. มีลักษณะคล้ายกับสลากออมสิน โดยสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. มีอายุการรับฝาก 3 ปี กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน โดยเมื่อฝากครบกำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ตามที่ระบุไว้ แต่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ฝากถอนเงินคืนก่อนครบกำหนด

ตัวอย่างเช่น ซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดที่ 4 หน่วยละ 100 บาท หากฝากครบกำหนด 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 1.25 บาท หรือร้อยละ 0.42 ต่อปี (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560)

ดังนั้นหากมีเงิน 50,000 บาท นำไปซื้อสลากออมทรัพย์ หน่วยละ 100 บาท จะได้ทั้งสิ้น 500 หน่วย หากฝากครบกำหนด 3 ปีจะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 1.25 บาท หรือเท่ากับ 625 บาท ดังนั้นผลตอบแทนที่จะได้รับหลังฝากครบ 3 ปีจะเท่ากับ 50,000+625 = 50,625 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ฝากยังมีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่อีก 36 งวด

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดของสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. ได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

4. ลงทุนในตราสารหนี้

การลงทุนใน “ตราสารหนี้” เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก โดยผู้ซื้อตราสารหนี้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ ตัวอย่างตราสารหนี้ที่หลายคนรู้จัก เช่น พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของเราได้อีกด้วย

ตราสารหนี้ มีหลายประเภทและหลายรูปแบบ เพราะโดยทั่วไปผู้ออกมักจะมีการออกตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ออก

ตราสารหนี้แบ่งตามประเภทของผู้ออก

ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ตราสารหนี้ชนิดนี้ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลโดยตรง ตราสารหนี้ชนิดนี้ถือว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล โดยอาจแบ่งได้เป็นระยะสั้น 1-5 ปี ระยะกลาง 5-10 ปี และระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันระยะเวลาสูงสุดที่ออกขายคือ 20 ปี พันธบัตรรัฐบาลมีมูลค่าหน้าตั๋วหรือที่เรียกว่าราคาพาร์ เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วย โดยทั่วไปมีลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) โดยจ่ายปีละ 2 ครั้ง และชำระคืนเงินต้นครั้งเดียว ณ วันไถ่ถอน ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลมีสัดส่วนมากเป็นอันดับหนึ่งในตลาดตราสารหนี้ ทั้งในด้านมูลค่าคงค้างและปริมาณการซื้อขาย

ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธบัตรองค์กรของรัฐมีลักษณะเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยมีมูลค่าต่อหน่วยเท่ากับ 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ ปีละ 2 ครั้ง การชำระคืนเงินต้นเกิดขึ้นครั้งเดียว ณ วันไถ่ถอนเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล

ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ “หุ้นกู้” เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไปเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการการลงทุนในหุ้นกู้นั้น นักลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงสูงเสมอไป

โดยประเภทของพันธบัตรที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนรายย่อยที่มีวงเงินการลงทุนไม่สูงนัก ก็คือ “พันธบัตรออมทรัพย์” ซึ่งเป็นชื่อเรียกของพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล ออกเสนอขายให้แก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปโดยตรง ซึ่งนักลงทุนสามารถติดต่อจองซื้อได้โดยตรงจากสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรในแต่ละงวด โดยได้กำหนดมูลค่าขั้นต่ำที่จะลงทุนได้ไว้เพียง 10,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 5 แสนบาท เพื่อเปิดโอกาสแก่นักลงทุนรายย่อยเข้าไปลงทุนได้

ทั้งนี้การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ยังมีข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่น ๆ อีก เช่น ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือนอกกลุ่มนักลงทุนบุคคลธรรมดาภายใน 1 ปีแรก ส่วนเงื่อนไขของการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุน

ตัวอย่างเช่น หากซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ครั้งที่ 1 (เปิดรับฝากระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2559-21 เมษายน 2560) รุ่นอายุ 3 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี แต่หากเป็นรุ่น 7 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2.56 ต่อปี โดยจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ดังนั้นถ้าหากนำเงิน 50,000 บาท ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยมีระยะเวลาในการถือครอง 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยทั้งสิ้น 50,000×0.02×3= 3,000 บาท และจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินสุทธิเท่ากับ 50,000+3,000=53,000 บาท

5. ลงทุนในกองทุนรวม

“กองทุนรวม” (Mutual Fund) คือ โครงการลงทุนที่ระดมเงินทุนจากนักลงทุนหลาย ๆ คนมารวมกันให้เป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่ แล้วนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากนั้นก็จะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ตามนโยบายการลงทุนที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายแก่นักลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนแต่ละรายจะได้รับ “หน่วยลงทุน” เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันฐานะความเป็นเจ้าของในเงินที่ได้ลงทุนไป โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้จัดตั้งและทำหน้าที่บริหารกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทน แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับนักลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุนไว้ตั้งแต่แรกในกองทุนรวมนั้น กองทุนรวมมีหลายประเภท เช่น กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

กองทุนรวม เป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารสถานการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก หรือว่าไม่ค่อยมีความรู้เรื่องหุ้นและตราสารหนี้ กลัวเล่นหุ้นแล้วจะขาดทุน ไม่มีประสบการณ์ลงทุน ไม่มั่นใจจะลงทุนด้วยตนเอง มีเงินไม่มาก แต่อยากลงทุน การซื้อกองทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อย่างกองทุนรวมตลาดเงิน ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ประมาณ 1% หากเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ผลตอบแทนจะอยู่ที่ราว ๆ 1-2% หากซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี จะอยู่ที่ราว ๆ 3-5% หรือถ้าเพิ่มความเสี่ยงหน่อย ลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุน ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้น ก็มีสิทธิ์ได้รับผลตอบแทนสูงถึง 10% หรือมากกว่านั้น แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะติดลบถึง 10% ได้เช่นกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การลงทุนในแต่ละปี (ข้อมูลจาก wealthmagik.com)

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมสามารถเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนโดยใช้เงินทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาทเท่านั้น (สำหรับบางธนาคาร) ขณะที่บางธนาคารอาจกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการลงทุนที่ 1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 5,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจทีเดียว

ก่อนการลงทุนทุกครั้ง ผู้ลงทุนควรศึกษานโยบายของกองทุนจากหนังสือชี้ชวนเสนอขายเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่ากองทุนไหนเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดและเรารับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ทั้งนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมสามารถศึกษารายละเอียดประเภทของกองทุนและกฎเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ของกองทุนรวมได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

– เริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมอย่างมั่นใจ มือใหม่ก็ทำได้

– กองทุนรวม กับข้อมูลเบื้องต้นชวนรู้สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน

– ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ก่อนควักตังค์ลงทุนกองทุนรวม

6. ลงทุนในหุ้น

หุ้นเป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เมื่อเราลงทุนในหุ้นของบริษัทใด เราก็จะมีสถานะเป็น “เจ้าของ” ของบริษัทนั้น ซึ่งมีทั้งโอกาสได้รับกำไรหากกิจการของบริษัทดำเนินไปได้ดี และก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกันหากการดำเนินกิจการมีปัญหา ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่การลงทุนในหุ้นก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปีอยู่ที่ 12% แต่ก็มีโอกาสที่จะติดลบได้มากกว่า 12% เช่นกัน

อย่างไรก็ดี หุ้นบางตัวอาจให้ปันผลแก่ผู้ถือหุ้นด้วย ตั้งแต่ 0.01-10% ของราคาหุ้น (ข้อมูลจาก siamchart.com) ดังนั้นหากใครอยากลงทุนในหุ้นก็จะต้องหมั่นติดตามข่าวสารที่เกี่่ยวกับหุ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและวิธีการรับมือกับความเสี่ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (capital gain) เงินปันผล (dividend) สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ (rights offering) โดยหลักการแล้ว นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตราบใดที่บริษัทมีผลประกอบการที่ดี และหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้น

การลงทุนในหุ้นควรเป็นเงินเย็นจะดีกว่า กล่าวคือไม่ควรกู้เงินมาลงทุนในหุ้น เพราะอาจไม่คุ้ม เนื่องจากการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง แต่ใช่ว่ามนุษย์เงินเดือนจะไม่สามารถเล่นหุ้นได้ เพราะเพียงแค่คุณมีวินัยการคลังก็สามารถเล่นหุ้นได้ โดยใช้วิธี DCA หรือ การซื้อหุ้นเฉลี่ยเท่ากันทุก ๆ เดือน

เช่น อาจจะตั้งเป้าหมายในใจว่าจะต้องออมหุ้นให้ได้เดือนละ 1,000 บาท ลักษณะจะคล้าย ๆ การฝากเงินกับธนาคาร แต่การออมหุ้นจะได้ผลตอบแทนดีกว่า หรือในหุ้นบางตัวอาจมีปันผลด้วย เพียงเราหมั่นศึกษาพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวว่ามีพื้นฐานบริษัทดีไหม แนวโน้มราคาหุ้น อัตราดอกเบี้ย เพียงเท่านี้ก็ทำให้เงินเรางอกเงยมากยิ่งขึ้น หรือถ้าช่วงไหนราคาหุ้นตก ก็อย่าเพิ่งเครียดหรือกังวลไป เพราะเราเน้นถือระยะยาวไม่ได้ประเดี๋ยวประด๋าวก็ขาย ดังนั้นจึงอยากให้คิดในแง่บวกว่านี่คือโอกาสทองที่จะทำให้เราได้ซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่มในราคาที่ถูกลงซึ่งเราก็จะได้หุ้นในจำนวนที่มากขึ้น

นี่คือระดับความเสี่ยงในการลงทุนประเภทต่าง ๆ

หากสนใจลงทุนในหุ้น มาลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกันก่อ

– วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย

– เล่นหุ้นเอง VS ซื้อกองทุนรวมหุ้น ชี้ชัด ๆ ทางเลือกไหนใช่สำหรับคุณ

7. ลงทุนในธุรกิจออนไลน์

ในปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนสมัยนี้เข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งจำนวนของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็สูงกว่าเมื่อ 10-20 ปีก่อนมาก จากการที่เล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อความบังเทิงเพียงอย่างเดียว ยุคสมัยเปลี่ยน พฤติกรรมการเล่นอินเทอร์เน็ตของคนเราก็เปลี่ยนจากแค่เข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็กลายเป็นเพื่อติดตามข้อมูลมาเป็นการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ผ่านโลกออนไลน์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะใน Facebook, Instagram, Alibaba, Amazon, Ebay, และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าอื่น ๆ ก็กำลังผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ดังนั้นการลงทุนทำธุรกิจออนไลน์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะใช้ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจไม่สูงนัก

การลงทุนในธุรกิจออนไลน์ก็เหมือนการทำธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง ได้กำไรจริง ขาดทุนจริง ล้มจริง เจ็บจริง และเจ๊งได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำธุรกิจออนไลน์แล้วจะประสบความสำเร็จ ผู้ที่สนใจจะลงทุนในธุรกิจประเภทนี้มีข้อได้เปรียบก็คือไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องไปจ้างพรีเซ็นเตอร์ ไม่ต้องไปจ้างเอเจนซี่โฆษณา ทั้งหมดที่กล่าวมาเราสามารถทำเองได้เลยเพียงแค่มีสินค้า มีกลยุทธ์การตลาดที่ดี และมีอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันร้านค้าออนไลน์มีเยอะมาก ย้ำว่า มาก ! ดังนั้นคนที่จะอยู่ยั้งยืนยงในสมรภูมิแห่งนี้วัดกันที่ใครทำการตลาดได้ดีกว่ากันและทำให้คนรู้จักได้มากกว่ากัน ซึ่งต้องทำให้ลูกค้านึกถึงเราเสมอเมื่อนึกถึงสินค้าชนิดนั้น ๆ ดังนั้นร้านค้าออนไลน์จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น การขายเสื้อผ้าออนไลน์ การขายเครื่องประดับออนไลน์ การขายอาหารทะเลสดออนไลน์ เป็นต้น

– 14 เส้นทางสู่การมีรายได้จาก Youtube ทำเงินจากโลกออนไลน์

– 3 คำถามฮิต เมื่อคิดเปิดร้านค้าขายของออนไลน์

– รวมสุดยอดออนไลน์จ๊อบที่ไม่ต้องมีทุน ไม่ต้องใช้แรง แถมง่ายด้วยนะ

8. ลงทุนในทองคำ

การลงทุนในทองคำมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยผู้ลงทุนจะไปซื้อทองคำในรูปของทองคำรูปพรรณ หรือทองคำแท่ง มาเก็บไว้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นส่วนต่างของราคาทอง แต่การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะราคาทองคำมีการผันผวนอยู่แทบจะตลอดเวลา ดังนั้นใครที่คิดจะลงทุนในทองคำควรจะเก็บไว้เป็นเงินเย็นคือซื้อเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะถ้าจะเน้นขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นก็ไม่แนะนำครับ เนื่องจากจะได้ผลตอบแทนน้อย หรืออาจะเลือกลงทุนแบบโปรแกรมออมทองที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ได้ทองคำสะสมไปเรื่อย ๆ ก็ได้เช่นกัน

– มีเงินแค่หลักพันก็ซื้อทองคำได้ ไม่ต้องใช้เงินก้อนโต

เป็นยังไงกันบ้างครับกับหลากหลายวิธีการในการทำให้เงิน 50,000 ในกระเป๋าสามารถงอกเงยกลายเป็นเงินแสนเงินล้านได้ หวังว่าแนวทางที่นำมาฝากจะเป็นไกด์ไลน์ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก money.kapook.com
รูปภาพจาก Internet Google

Facebook Comments